กิเลสคิดไม่ซื่อ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม
ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ธรรมะถึงเกิดขึ้นบนโลกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นวิมุตติสุขๆ สุขที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเวลาสอนถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง เพราะมันถึงที่สุดแห่งทุกข์ มันถึงเสวยวิมุตติสุข แล้วใครเสวย ใครรับรู้ ใครเป็นความจริง
ความจริงๆ เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ไง พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ถ้ามีดวงตาเห็นธรรม มีกิจจญาณ มีสัจจญาณ มีสัจจะความจริงในหัวใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ
นี่ฟังธรรมๆ นะ เพราะฟังธรรมเพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามารๆ ลูกหลานของมาร ครอบครัวของมารสิ้นไปจากหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันถึงเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันถึงว่าชี้หน้ากิเลสไง นั่นน่ะพญามาร ลูกสาวมัน ๓ คน มีลูกมีหลานเต็มหัวใจของสัตว์โลก
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสมบูรณ์แบบด้วยครอบครัวของมาร ถ้าครอบครัวของมารไง กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง ถ้ากิเลสเป็นเรา เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง
การเกิด เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสากรรจ์ของมนุษย์ ของสัตว์
เวลาเกิดมาชื่นชมบูชาทั้งนั้น เวลาเกิดมามีแต่ความดีงามทั้งนั้น แต่เวลาการพลัดพรากจากกันไปไง น้ำหูน้ำตาไหลมากมายมหาศาล
อทาสิ เม อกาสิ เม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ไง เธออย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้ อย่าทุกข์ยาก ให้ทำคุณงามความดีถึงกัน
เขารอคุณงามความดีจากเราไง อุทิศส่วนกุศลไปให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่เสียชีวิตนั้นไปไง สิ่งที่อุทิศให้ๆ ไง เพราะเวลาอยู่ มันเพลิดมันเพลิน มันหลงมันใหลของมันไง มันไม่ได้สร้างสมบุญญาธิการของมันไว้ไง ถ้าไม่สร้างสมบุญญาธิการของมันไว้ไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง มันสมบูรณ์แบบ วิมุตติสุข มันจะมีอะไรเหนือไปกว่านั้น มันจะมีสิ่งใดเพิ่มขึ้นและลดลงจากหัวใจดวงนั้น เพราะมันเต็มสมบูรณ์แบบไปแล้วมันถึงวิมุตติสุขนี่ไง
แต่ของเรากิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจมันล้นฝั่ง เวลาจะดับขันธ์ไป เวลาหมดอายุขัยไป ละล้าละลังๆ ไง เพราะมันไม่รู้จะไปไหนไง มันไม่รู้ว่าสิ่งที่สร้างบุญบาปมามันจะส่งผลกระทบขนาดไหนไง แต่มันก็ต้องไป
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำเวรทำกรรมสิ่งใดมา มันเป็นทรัพย์สมบัติของจิตดวงนั้น ถ้าจิตดวงนั้นดีงามขึ้นมา ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ถ้าจิตดวงนั้นได้สร้างเวรสร้างกรรมมา ตกนรกอเวจีไปไง ถ้าคนมนุษย์สมบัติๆ ถ้ามีศีล ๕ ไง ตายจากมนุษย์ก็มาเกิดเป็นมนุษย์อยู่นี่ไง เกิดซ้ำเกิดซากไง
พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เกิดแล้วเกิดเล่าๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ “เราเคยเป็น เราเคยเป็น เราเคยเป็นตั้งแต่พระเวสสันดรไป”
เราเคยเป็นเพราะจิตดวงนี้มันเคยเป็น แต่จิตดวงนี้หมดอายุขัยนะ มันก็มาเกิดตามแต่ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ของจิตดวงนั้นตลอดไป
ถ้ามีเวรมีกรรมต่อกัน เวลาสร้างบุญสร้างกุศลขึ้นมา มันเป็นสายบุญสายกรรมไง ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม นั่นเป็นสายบุญสายกรรมของเรา ได้สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันมา ได้มาสร้างบุญสร้างกุศลต่อเนื่องกันไป ถ้ามันเป็นบาปเป็นอกุศล มันตามเช็ดตามล้างนั่นน่ะ ตามทำลายอยู่ตลอดเวลาไง ทำลายไป เห็นไหม
เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
คนที่ฉลาดเขาไม่ไปจองเวรจองกรรมใครทั้งสิ้น เวลาเขาทำสิ่งใดมา เห็นไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานนะ
“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขาร ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
เป็นคำสั่งสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ให้ประมาทเลินเล่อ ไม่ให้ประมาทการกระทำไง
ฉะนั้น สิ่งที่ใครทำเวรทำกรรมมันก็เรื่องกรรมของสัตว์ มันเรื่องของเขา ของเรานะ เราไม่ประมาทกับกิเลสในหัวใจของตน ไม่ประมาทกับความเกิดดับๆ ในหัวใจ ความรู้สึกนึกคิดไง เวลามันรู้สึกนึกคิดมันเกิดดับๆ มีสติปัญญาเท่าทันมันแล้ว มันจะไปพยาบาทอาฆาตใคร ไม่ใช่คนบ้า คนบ้ามันจะไปพยาบาทอาฆาตเขาอีกนะ มันจะไปตามล้างตามเช็ดเขานะ
เวรกรรมที่มันเกิดขึ้นมา มันกระทบกระเทือนกันมันก็เจ็บแสบพออยู่แล้ว เรายังจะต้องไปตามล้างตามเช็ดเขาให้เป็นเวรเป็นกรรมเกิดขึ้นซ้ำซากซับซ้อนขึ้นมาอีกทำไม ถ้าเราไม่ไปทำซับซ้อนขึ้นมา เรามีสติมีปัญญาของเราไง ถ้ามีสติปัญญาของเราอย่างนี้ มันหลบมันหลีกของมันเอง มันหลบมันหลีกสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่มีผลกระทบนั้นน่ะ เราหลบเราหลีกของเรานะ เรามีสติปัญญาเท่าทันกับเราไง มันไม่ไปปะทะกับเขา
ไปปะทะกับเขา เราโง่กว่าเขาอีก เขาที่มีสิ่งเกิดขึ้น เขามาย่ำมายี นั่นมันกรรมของสัตว์ เพราะมันความเห็นผิด เพราะมันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเขา เขาระรานทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้ประชาชนทั่วไป เวลาทำทั่วไปแล้วนะ เขาไปเกิดความยิ่งใหญ่ เห็นไหม กิเลสเป็นเรา
เวลากิเลสมันเป็นเรานะ มันรักสิ่งใด มันสงวนสิ่งใด มันก็รักษา มันก็ตามแสวงหาสิ่งนั้นน่ะ เป็นความทุกความยาก นั่นเป็นกิเลสเป็นเรา เวลามันรักชอบสิ่งใด มันจะแสวงหาสิ่งนั้นมาเพื่อตัวตนของมัน
เวลามันโกรธมันเกลียดใครนะ มันโกรธมันเกลียดใคร โอ้โฮ! อารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์ทุกข์ยากนะ กิเลสเป็นเรา เห็นไหม เวลามันหลงนะ มันลุ่มหลงไปกับเขาทั้งนั้นน่ะ ถ้ากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส เป็นอันเดียวกันทั้งนั้นน่ะ
ทั้งที่ฟังธรรมๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเป็นแม่ทัพใหญ่ของพญามาร พญามารมันเป็นเจ้าวัฎจักร มันมีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ไอ้นี่มันลุ่มมันหลงของมันไป มันทุกข์มันยากของมันไป
ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมะ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ศึกษาธรรมะมันก็เป็นธรรมะไง แต่อวิชชาพญามารมันก็ครอบงำหัวใจของเราแล้วเห็นไหม มันก็เข้าใจ เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตมีสติมีปัญญา มีความรู้มาก แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
สิ่งนั้นเป็นสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปริยัติ การศึกษาเล่าเรียนมา ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นกแก้วนกขุนทองศึกษามาแล้วเป็นสมบัติของใคร เป็นสมบัติประจำโลกนี้ไง เราเกิดมาไม่เกิดมา ธรรมวินัยก็มีของมันอยู่อย่างนี้ไง ดูสิ คนที่เขาไม่นับถือพระพุทธศาสนา เขาก็นับถือความเชื่อในลัทธิที่เขาเชื่อของเขา ธรรมวินัยก็อยู่อย่างนี้ไง นี่เราก็ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาว่าเรามีสติมีปัญญา
มีสติมีปัญญาทำอะไร
ปริยัติ ปริยัติมันเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นชื่อ มันเป็นทฤษฎี เราก็ศึกษามามันก็เป็นประเพณีวัฒนธรรม เห็นไหม ดูเข้าพรรษา ออกพรรษาสิ แต่ละภาค ประเพณีก็ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกัน ก็ทำตามแต่ท้องถิ่นนั้นไป ท้องถิ่นนั้น เพราะท้องถิ่นนั้นมันอยู่ที่ภูมิประเทศ อยู่ที่ผู้แก่ผู้เฒ่าเขาทำตามกันมา มันเป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรม แต่มันเป็นประเพณีวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา
ธรรมและวินัย ธรรมและวินัยสิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนมามันก็เป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม สิ่งที่เป็นประเพณีวัฒนธรรมมันก็เป็นความสวยงาม มันเป็นความสามัคคี เป็นความอยู่ร่มเย็นเป็นสุขของชาวพุทธไง
ชาวพุทธมีทาน มีศีล มีภาวนา ถ้าทำทานๆ ทำทานก็เพื่อความสงบสุขของเรา เราได้บุญ ผู้ให้ให้เขาแล้วเป็นบุญเป็นกุศล ผู้ได้รับรับแล้วมันก็เพื่อบรรเทาความทุกข์ของเขา มันเป็นคุณมันเป็นประโยชน์ทั้งนั้นน่ะ แล้วสังคมร่มเย็นเป็นสุขไง นี่พระพุทธศาสนาระดับของทาน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนุปุพพิกถานะ ที่เวลาจะอบรมบ่มเพาะ เริ่มต้นขึ้นมาให้ทำทาน ทำทานแล้วได้บุญได้กุศลไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ให้ถือเนกขัมมะไง
แล้วถ้าเวลาอนุปุพพิกถาให้เขาฝึกหัดของเขา ถ้าฝึกหัดของเขาจนจิตใจเขาควรแก่การงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์
อริยสัจจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจิตใจของบุคคลคนนั้นควรแก่การงาน ถ้าหัวใจของบุคคลคนนั้นยังไม่ควรแก่การงาน เทศนาว่าการอย่างไรเขาไม่รู้เรื่องหรอก ไปไหนมา สามวาสองศอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอย่างหนึ่ง เขาก็เข้าใจของเขาไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา มันจะไปไหน
ฉะนั้น อนุปุพพิกถา ให้เขาทำทานของเขาก่อน ทำทานของเขา ถ้าทาน จิตใจของคนเป็นกุศลมันชื่นบานของมัน มันมีความสุขความสงบในหัวใจของมัน ถ้ามีความสุขความสงบในหัวใจของมัน เห็นไหม ถ้าจิตใจควรแก่การงาน
ทำไมจิตใจต้องควรแก่การงาน เราทำหน้าที่การงานอยู่แล้วมันไม่ควรอยู่หรือ
เราทำหน้าที่การงานอยู่แล้ว คนเกิดมาต้องมีหน้าที่การงานเพื่อเลี้ยงชีพ เห็นไหม เวลาพระบวชมาๆ เวลาไปบวชพระมีบริขาร ๘ บาตรเป็นอาหาร ปัตตัง อามะ ภันเต เธอบวชแล้วให้บิณฑบาตเลี้ยงชีพ นี่อาหาร บาตรคืออาหาร ผ้านุ่งห่ม ปัจจัย ๔ ไง ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย โคนไม้ เรือนว่าง ถ้ำคูหา สิ่งที่ไม่กระทบกระเทือนใคร แล้วเธอฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เธอจงพิจารณา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ ให้ทะลุปรุโปร่ง ให้เป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมา
นี่เหมือนกัน เราบวชมาเป็นพระ ยังต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ยังจะเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราเกิดเป็นมนุษย์ เราก็ต้องมีหน้าที่การงานของเรา ถ้ามีหน้าที่การงานของเรา เห็นไหม เวลาแสวงหา เวลาทำสิ่งใดประสบความสำเร็จในชีวิต เวลาคนฝึกหัดปฏิบัติหรือการทำอาชีพหน้าที่การงานของตนล้มลุกคลุกคลาน สิ่งใดที่ขาดตกบกพร่อง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทั้งนั้น
ในสมัยพุทธกาล ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียวเป็นพระอรหันต์
พระก็ เราอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังเทศน์ทุกวันเลย ปฏิบัติทุกวันเลย ล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่ อะไรก็ไม่เข้าใจสักอย่างหนึ่ง เวลาพระที่อื่นมาฟังทีเดียวเป็นพระอรหันต์เลย มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร
โอ้! มันเป็นอย่างนี้เพราะเขาได้สร้างบุญกุศลของเขามาอย่างนั้นๆๆ เมื่อชาติที่แล้วเขาได้ทำอย่างนั้นๆๆ
แล้วเกล้ากระผมล่ะ
เกล้ากระผมก็พยายามฝึกหัดเข้าสิ
ถ้ามันไม่เป็นประโยชน์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ ไม่พยากรณ์คือไม่บอกไง
ไอ้เราไอ้ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอยากรู้อยากเห็นทั้งนั้นน่ะ อดีตชาติเป็นอย่างไร ทำมาเป็นอย่างไร
อดีตชาติถ้าเป็นคุณงามความดีนะ นั่งแล้วเป็นสมาธิ อดีตชาติทำคุณงามความดีมานะ จิตมันจะเกิดกำลังของมัน แล้วมันจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของมันขึ้นมา
แต่ถ้ากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันก็เป็นเรื่องโลกๆ นี่ไง ถ้ากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ก็ลุ่มหลงไปกับมัน ล้มลุกคลุกคลานไปอย่างนั้นน่ะ แล้วล้มลุกคลุกคลานไป กิเลสมันพลิกมันแพลง กิเลสมันมีกำลัง มีอำนาจ มีวาสนา มันยิ่งใหญ่นัก
กิเลสในหัวใจของสัตว์โลกร้ายกาจนัก มันครอบงำอยู่ใต้อำนาจของมัน พญามารๆ น่ะ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง รักสิ่งใด สงวนสิ่งใด แสวงหาสิ่งใดก็เอาจนล้มลุกคลุกคลาน เอาจนลืมเป็นลืมตาย โกรธชังใคร เกลียดใคร มันก็พยายามจะจองล้างจองผลาญเขาตลอดเวลา นี่ทำเขาไว้ตลอดชีวิตไง ยังอาฆาตแค้นไปชาติหน้าชาตินู้นอีกนะ
กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส เห็นไหม นี่ไง มันซื่อสัตย์สุจริต กิเลสเป็นเรามันซื่อสัตย์สุจริต มันครอบงำเราหมดทั้งหัวใจ มันครอบงำเราทั้งความคิดไง
เวลาคนเราเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ความรู้สึกนึกคิดนะ โดยธรรมชาติของมัน มันต้องมีความรู้สึกนึกคิดของมัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดของมัน มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนด้วย ถ้าอำนาจวาสนาของคนที่เขาได้บุญกุศลมาเขาคิดดี เขาคิดเพื่ออุดมการณ์ เพื่อชีวิตของเขา เพื่อให้มีความร่มเย็นเป็นสุขไง
เวลามันเป็นอกุศล มันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน เวลามันคิดจองล้างจองผลาญน่ะ ทำลายแล้วทำลายเล่า จนทำลายตนเองขนาดไหนมันก็จะทำลายต่อไป
กิเลสเป็นเรา ซื่อสัตย์สุจริต มีอำนาจครอบงำแล้วลากไป
ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจหมดล่ะ ไอ้นั่นน่ะมันเป็นกิเลส ไอ้นี่มันเป็นธรรม
สิ่งที่เป็นกิเลสๆ กิเลสมันก็เป็นชื่อ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแยกแยะไว้หมดแล้ว แยกแยะไว้ เราก็ศึกษาตามนั้นน่ะ เราก็เข้าใจตามนั้น ซาบซึ้งๆ แต่ไม่มีวาสนานะ
ถ้ามีวาสนาไง อนุปุพพิกถา ให้ทำบุญทำกุศลของเขา จิตใจเขาควรแก่การงานไง แล้วเทศน์ถึงอริยสัจ
เราก็เหมือนกัน เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา บ้านเรือนที่ไหน มีชุมชนที่ไหนจะมีวัดวามีวา มีวัดมีวาเพราะอะไร
เพราะเราเกิดมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนานี้เป็นเนื้อนาบุญของโลก เห็นไหม ภิกษุสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ เป็นเนื้อนาบุญของโลก
ถ้าเนื้อนาบุญของโลก ชาวพุทธของเรา เขาทำหน้าที่การงงานของเขาเพื่อเลี้ยงชีพของเขา เขาเช้าขึ้นมาเขาหุงหาอาหารแล้ว ข้าวปากหม้อ ข้าวปากหม้อตักใส่ขันตักบาตรให้พระไปก่อน สิ่งที่เหลือเราก็ดำรงชีพของเรา ดำรงชีพของเราเพื่อให้ชีวิตของเราร่มเย็นเป็นสุขไง ถ้าเรามีบุญกุศล จิตใจ
“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยความไม่ประมาทเถิด”
เราไม่ประมาทในชีวิตของเราไง เราจะไปทำหน้าที่การงานสิ่งใด เราก็ตักบาตรเพื่อบุญเพื่อกุศลของเรา สิ่งที่เราทำหน้าที่การงานของเรา ทำหน้าที่ของเราด้วยบุญด้วยกุศล ด้วยความคิดที่ดีงามขึ้นมา สิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ถ้าพระพุทธศาสนา เราสร้างคุณงามความดีของเราแล้ว พยายามสร้างคุณงามความดีของเรา
แล้วถ้าเป็นคฤหัสถ์ ทางคฤหัสถ์เป็นทางที่คับแคบ คับแคบเพราะว่าเราต้องมีเวลา เราต้องเจียดเวลาเราไปทำหน้าที่การงานของเรา ถ้าทำหน้าที่การงานของเราแล้ว กลับมาบ้านแล้ว ถึงเวลาแล้วเราทำวัตรสวดมนต์ ได้แค่นั้นน่ะ นั่ง ๕ นาที ๑๐ นาทีแล้วก็นอน เช้าตื่นขึ้นมารีบสวดมนต์ทำวัตรนะ นั่งอีก ๕ นาที ๑๐ นาที ไปแล้ว นี่ทางคับแคบ คับแคบเพราะเรามีอาชีพ เราต้องหาเลี้ยงชีพ
เลี้ยงชีพไว้ทำไม
บวชพระ พระนี่เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพทำภัตกิจ ทำภัตกิจฉัน ฉันจังหัน จบแล้ว ทำข้อวัตรเรียบร้อย ใครทำความสงบของตนเองได้ก็เข้าสู่ทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อความสงบร่มเย็นของหัวใจของตน ถ้าใครใช้สติปัญญาวิปัสสนา ก็ใช้สติปัญญาของตนเพื่อฝึกหัดปฏิบัติของตน
เวลาเราบวชมาจากอุปัชฌาย์ไง เธอจงพิจารณาขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เธอจงพิจารณาของตน นี่พูดถึงว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้รุกฺขมูลเสนาสนํ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตลอดชีวิตเถิด
ตลอดชีวิตทั้งชีวิตปฏิบัติได้หรือเปล่า ทั้งชีวิตนี้ทำความสงบของใจได้ไหม แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่
กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นแหละ
นี่ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านก็ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน ท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ กองทัพธรรมๆ ท่านให้ฝึกหัดไว้ ฝึกหัดไว้เป็นกติกา
เพราะเราล้มลุกคลุกคลาน เวลาเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ธุดงควัตรทำอย่างไร ไอ้นู่นทำอย่างไร
แต่ถ้าเป็นพระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดไว้ตั้งแต่ต้นเลย ก่อนบวชให้ฝึกหัดท่องปาฏิโมกข์ ให้ฝึกหัดตัดผ้าตัดผ่อนของตน วินัยเป็นของเรา ไม่ใช่ของร้านค้า ไม่ใช่ของเครื่องสังฆภัณฑ์จะต้องเข้าไปซื้อไปหามา เราไม่คิดอย่างนั้นไง
ไอ้นี่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง มันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง เรื่องโลกๆ เพื่อเป็นธุรกิจบริการ ใครอยากได้สิ่งใด มีร้านค้าจำหน่ายจ่ายแจกได้ทั้งสิ้น เราก็ไปซื้อไปแสวงหามาถวายพระๆ
แล้วพระทำอะไร
พระนะ บวชพระแล้ว เวลาบวชพระแล้ว นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก นั่นแหละ นักธรรมโทนั่นน่ะฝึกหัดตัดจีวร เวลาจบนักธรรมเอกตัดจีวรเป็นหรือเปล่า
แล้วถ้าจีวรมันตัดเป็น มันก็เหมือนนายช่าง นายช่างถ้าเขาซ่อมบ้านซ่อมเรือนของเขาได้ เขาเป็นนายช่าง เขาปล่อยสบาย เมื่อไหร่ก็ซ่อมได้
ไอ้นี่บริขาร ๘ ของเรา เราต้องฝึกหัดตัดเย็บของเราให้มันเป็นไง ถ้ามันเป็นแล้วนะ มันจะขาดมันจะเปื่อยอย่างไร เดี๋ยวปะ แล้วเดินจงกรมสบาย
แต่ถ้าตัดเย็บอะไรไม่ได้ เวลาถึงมันชำรุดเสียหาย อู้ฮู! ปลิโพธ มันกังวลไปตลอด มันกังวลของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วภาวนาไง ภาวนาเรื่องจะซ่อมจีวร
แต่ถ้าเป็นกรรมฐานนะ สบายมาก เดี๋ยวจัดการได้หมดล่ะ
วินัยเป็นของพระองค์นั้น วินัยไม่ใช่เป็นของใครทั้งสิ้น วินัยไม่ใช่ฝากไว้กับร้านสังฆภัณฑ์ มันเป็นเรื่องธุรกิจเรื่องโลกไง นี่ไง พระพุทธศาสนาทุนนิยม ถ้าพระพุทธศาสนากรรมฐานเขาไม่สนใจเลย
เช้า เวลาชักผ้าบังสุกุลสิ่งใดที่เขามาพาดพิงไว้ มันเยอะแยะไปหมดล่ะ มันเหลือใช้สอย แล้วถ้ามันเหลือใช้สอย ถ้ามันทำของมันได้นะ ไม่มีปลิโพธ มันไม่กังวล
เวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มีข้อวัตรปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดของท่านไว้ แล้วท่านทำเป็นชั้นเป็นตอนไว้ ถ้าเราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสเห็นแล้วมันชื่นใจ เห็นแล้วมันอยากทำ
ทำเพราะอะไร
ทำเพราะให้มันเป็น คนทำเป็น คนทำได้ ไม่วิตกไม่กังวลสิ่งใดทั้งสิ้น แล้วฝึกหัดปฏิบัติค้นหาหัวใจของตน
ถ้าไม่ฝึกหัดค้นหาหัวใจของตนนะ กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริต กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ลากกันไปอยู่อย่างนั้นน่ะ ลากกันไปโดยความไม่รู้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นเลย เพราะมันเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันเป็นอันเดียวกัน อันเดียวกัน คิดเหมือนกัน อยู่เหมือนกัน มันเป็นมิตรเป็นสหายที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะตั้งแต่อดีตกาลจนไม่มีต้นไม่มีปลาย
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ไม่มีต้นไม่มีปลาย ระลึกอดีตชาติไปไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ถึงที่สุด จุตูปปาตญาณ อนาคตมันจะไปของมันตลอด อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ทำลายที่กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ที่ซื่อสัตย์สุจริต แต่มันครอบงำใจของเราโดยความไม่รู้
ไม่รู้คืออวิชชา อวิชชาคือพญามาร พญามารมันมีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง รักใคร่ชอบพอ ชีวิตรื่นเริง มีความสุข มีความสงบ ยอดเยี่ยม
นี่ไง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นเรื่องสัจธรรมแน่นอนอยู่แล้ว เวลากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันก็ปิดหูปิดตาลากชีวิตนี้ไป พอถึงที่สุดแล้วนะ เวลาแก่ชราคร่ำคร่าแล้วจะไปฝึกหัดปฏิบัติ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ นั่งก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง
ทางคฤหัสถ์เป็นทางคับแคบ
บวชเป็นพระเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้าจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
บวชเป็นพระแล้วอิ่มบุญอิ่มกุศลนะ บวชใหม่ๆ โอ้โฮ! มันชื่นอกชื่นใจ เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นพระมีศีล ๒๒๗ เป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธ
แต่ถ้ามันเป็นจริง เขาเป็นนักรบ นักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เวลาบวชมาแล้วเป็นสมมุติสงฆ์ๆ จริงตามสมมุติ จริงตามธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาบวชมาแล้วเป็นสมมุติสงฆ์ กิเลสมันไม่ได้บวชด้วยหรอก
บวชด้วยประเพณีวัฒนธรรม บวชด้วยศรัทธา บวชด้วยพ่อแม่อยากจะให้ลูกบวช บวชมาแล้วถ้าศึกษาเล่าเรียน มันก็เป็นภาคปริยัติ เป็นการศึกษาหาความรู้ไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ก็ศึกษาธรรมและวินัย แต่ไม่ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราให้หัวใจเราเป็นธรรมขึ้นมา ถ้ามันมีศรัทธาความเชื่อ มันจะฝึกหัดปฏิบัติของมันขึ้นมา
ถ้าจะฝึกหัดปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน คำว่า “ทำความสงบใจของตนเข้ามาก่อน” นี้เป็นข้อวัตรปฏิบัติของพระกรรมฐาน ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านให้ฝึกหัดอย่างนั้น
แต่เวลาบวชมาแล้วด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ด้วยกิเลสมันพอกพูนหัวใจไง มันก็บอกว่ามันฝึกหัดปฏิบัติโดยกิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริต มันจูงจมูกไปเลย มันเป็นอุปาทานหมู่ มันเป็นพิธีการปฏิบัติ ปฏิบัติพอเป็นพิธี ก็นั่งร่วมกัน เดินร่วมกัน
แต่เวลาเป็นกรรมฐานเขาไม่ให้ทำอย่างนั้นน่ะ เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติมาก่อน จิตของคนมันไม่เหมือนกัน แล้วถ้ามันจะลง บางคนชอบนั่งสมาธิ บางคนชอบเดินจงกรม เวลาเดินจงกรมแล้วทั้งวันทั้งคืนก็เดินได้ เวลานั่งสมาธิ บางคนชอบนั่ง นั่งทั้งวันทั้งคืนก็นั่งได้
เวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สับเปลี่ยนกันเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อจะให้บรรเทาอาการของร่างกายไม่ให้มันกดดันจนเกินไป แล้วฝึกหัดปฏิบัติของตนขึ้นมา ท่านถึงให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
ทำไมต้องทำความสงบของใจเข้ามาล่ะ
ทำความสงบของใจเข้ามาให้เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราเป็นพระ ถ้าเป็นพระมีศีลมีธรรม ถ้ามีศีลมีธรรม เห็นไหม
เวลาครูบาอาจารย์ท่านตอกย้ำตลอด พระไม่ทรงธรรมทรงวินัย ใครจะทรง
ธรรมและวินัย ถ้าเราไม่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเป็นจริงขึ้นมาไหม ถ้ามันไม่เป็นจริงขึ้นมา พอบวชขึ้นมาแล้วเหมือนหงส์เลย บวชใหม่ๆ สะอาดบริสุทธิ์ไง เวลาสะอาดบริสุทธิ์ นี่กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง หงส์มันก็ร่อน ร่อนลงที่ไหนล่ะ จะไปร่อนลงบึงไหน หงส์น่ะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของมันขึ้นมา ฝึกหัดให้มันเป็นจริงขึ้นมา ถ้ามันฝึกหัดเป็นจริงขึ้นมา ให้มันสงบระงับเข้ามา ถ้าสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี คำว่า “จิตสงบ” เห็นไหม เราเป็นสมณะ เป็นผู้สงบระงับ ถ้ามันสงบระงับจากหัวใจของตน มันสุข สุขจากภายใน สุขจากจิตนี้
คนที่เขาเป็นประเพณีวัฒนธรรม เขาสงสัยนะ เฮ้ย! มาบวชเป็นพระเอาความสุขมาจากไหน ฉันก็ฉันมื้อเดียว ถึงเวลาวิกฤติขึ้นมา อดนอน ผ่อนอาหาร มันจะเอาความสุขมาจากที่ไหน
อดอาหารๆ เวลาเป็นทางการแพทย์มันอดไม่ได้ ร่างกายมันต้องการอาหาร
ร่างกายต้องการอาหารแล้วก็ปรนเปรอมันใช่ไหม กิเลสเป็นเรา บวชเป็นพระ ฉลองศรัทธา ฉลองศรัทธาเพื่อเป็นบุญเป็นกุศลของเขา แล้วก็นั่งสัปหงกโงกง่วง เวลานั่งไปแล้วตกภวังค์หายไปเลย แล้วต่อเนื่องไปๆ จนจิตใจมันด้าน หน้าด้าน นั่งหลับอยู่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าหลับ หลับใหลไปกับกิเลสไง นี่กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส
เวลาครูบาอาจารย์ของเราให้ทำความสงบของใจเข้ามา เพราะถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามาแล้วมันตื่นตัวนะ มันแจ้ง รู้แจ้งในใจของตน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบแล้วนะ มันเป็นสมณะที่ดีงาม กิริยามารยาทมันเข้ามาแล้ว
เข้ามาเพราะอะไร
เพราะว่าธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ความสงบระงับนี้เกิดจากอะไร เกิดจากมีสติ คือสติธรรม เกิดจากคำบริกรรม ถ้าเป็นพุทธจริต คนที่มีสติปัญญา เขาใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
พระโมคคัลลานะฟังธรรมจากพระสารีบุตรได้เป็นพระโสดาบัน พระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรชวนกันนะ ชวนสัญชัยอาจารย์ของตนด้วย
จะบอกว่า ศึกษากับสัญชัยมาแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้วมันไม่ใช่ความจริง ขณะที่พระสารีบุตรไปฟังเทศน์ของพระอัสสชิ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พิจารณาโดยข้อเท็จจริงแล้วบรรลุธรรม มาบอกพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ชวนสัญชัยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ไป ไม่ไป พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรชวนสหายของตนไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ลูกศิษย์ของพระสารีบุตร ของพระโมคคัลลานะ คณะละ ๕๐๐ เป็นพระอรหันต์หมดเลย พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะยังไม่ได้ไป
พระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบัน นั่งสัปหงกโงกง่วง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโดยฤทธิ์ คู้แขน เหยียดแขน ไปถึงที่หมด ไปสอนพระโมคคัลลานะ
ถ้าเธอง่วงนอน ให้แหงนหน้าดูดาว แหงนหน้าดูดาวให้ตามันสว่างโพลงขึ้นมา ให้เอาน้ำลูบหน้า ให้ตรึกในธรรม ถ้าไม่ไหวก็ให้นอนซะ ตื่นแล้วค่อยมาภาวนา
นี่พระโมคคัลลานะนะ แล้วเราเป็นใคร ประพฤติปฏิบัติไปนั่งสัปหงกโงกง่วงนั่นแหละ แล้วเวลานั่งตกภวังค์ไปเลย นั่นกิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันจูงไปเลยนะ
ฝึกหัดทำความสงบของใจเราให้ได้ ถ้าฝึกหัดทำความสงบของใจให้ได้
เพราะทำไมต้องทำความสงบ ทำความสงบเพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ไปศึกษาค้นคว้ามากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี ไปศึกษามาขนาดไหนได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ด้วยนะ อุทกดาบส อาฬารดาบสรับประกันเลย “เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้เหมือนเรา เป็นอาจารย์ได้ สอนได้เลย”
เจ้าชายสิทธัตถะส่ายหน้า ไม่สน ไม่เอา เพราะมันเป็นฌานเป็นสมาบัติ ก็มันเป็นฌานโลกีย์ ถ้าให้มันดีขึ้นมาก็เป็นสมาธิ แล้วสมาธิอย่างนี้มันเป็นสมาธิแบบโลกๆ ไง
ฉะนั้น เวลากลับมาฉันอาหารของนางสุชาดา คืนนี้ถ้านั่งแล้วถ้าไม่บรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะนั่งตายเลย คิดถึงตอนเป็นราชกุมาร ตอนพระเจ้าสุทโธทนะพาไปแรกนาขวัญ กำหนดอานาปานสติ พอจิตมันสงบ มันเป็นสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันเกิดความมหัศจรรย์มากมายมหาศาล
ในทางสังคม ในทางที่พระเจ้าสุทโธทนะกลับมาเห็น ทุกคนมหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ แต่ท่านเข้าสมาธิอยู่ ท่านมีแต่ความสงบสุข
นี่เวลาจะฝึกหัด เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างอำนาจวาสนาบารมีมาไง จะตรัสรู้เองโดยชอบ ใครจะสอน ไม่มีปัญญาสอนได้ แล้วธรรมก็ยังไม่เกิด ยังไม่มี
เวลาเริ่มต้นระลึกถึงโคนต้นหว้า กำหนดอานาปานสติ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ใจสงบระงับเข้ามา มีสติมีปัญญา เวลาไปโดยโลก โดยโลก บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ นี่โลก โลกียะ เรื่องของโลก เรื่องของวัฏฏะ ทุกคนก็ทำได้ เจ้าลัทธิต่างๆ ก็ทำได้ ฤๅษีชีไพรก็ทำได้ แล้วทำแล้วมันเป็นอาสวักขยญาณ มันเป็นมรรคเป็นผลไหม
ไม่
ดึงกลับหมด
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา อาสวักขยญาณ เพราะอาสวักขยญาณประกอบไปด้วยดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง เทฺวเม ภิกฺขเว ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค นี่ไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอก ทางอันเอกคือดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ มรรค ๘ ถ้ามรรค ๘ มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ
มรรค ๘ มันคืออะไร
มีสัมมาสมาธิไง ถ้าสัมมาสมาธิ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันน้อมไป น้อมไปให้เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ มันจะเป็นมรรคเป็นผลไง นี่การประพฤติปฏิบัติในแนวทางพระพุทธศาสนาไง
แต่ว่าถ้าคนที่ประพฤติปฏิบัติโดยความล้มลุกคลุกคลาน ถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ กิเลส เวลาเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ถ้ามันเห็นข้อเท็จจริงนั่นเห็นกิเลส แล้วเห็นกิเลสทำอย่างไรต่อ เห็นกิเลสแล้วมันก็หลุดไม้หลุดมือไป เห็นแล้วก็ทำไม่ได้ไง
ถ้าเห็น เห็นแล้วมหัศจรรย์
ถ้าทำความสงบของใจไม่ได้ ปฏิบัติไม่เข้าสู่สัจธรรมความจริง กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสนะ มันลากถูลู่ถูกังไปตลอดล่ะ เวลาทำความสงบของใจได้ เวลาเห็นกิเลส จะเอาความเป็นจริงนะ กิเลสมันคิดไม่ซื่อ เวลาถ้ากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริต เป็นอันเดียวกัน เป็นการครอบงำ แต่เวลาเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
กิเลสมันคิดไม่ซื่อ คิดไม่ซื่อก็มันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวงไง ถ้ามันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง มันหลอกลวงไง ดูคนที่ฝึกหัดปฏิบัติ เวลาจิตเริ่มเป็นสมาธิ เห็นนิมิตแล้ว มันส่งออกแล้ว
เห็นกายๆ เห็นอย่างไร เห็นกายๆ เห็นกายใครเป็นคนเห็น นี่ถ้ามันเป็นมรรคเป็นผลไง
แต่ถ้ากิเลสมันคิดไม่ซื่อ กิเลสมันคิดไม่ซื่อ มันพลิกมันแพลง มันพลิกมันแพลงไปนะ ล้มลุกคลุกคลานไปหมดล่ะ
ถ้าเห็นกาย เห็นกายอย่างไร
ถ้าเห็นกายนะ สัมมาสมาธิ ถ้าจิตสงบระงับ ถ้ามันเห็นของมัน มันมีฐาน มันมีกำลังของมัน มันมีการฝึกหัดของมันไง กิเลสกับเรา เรากับกิเลส สิ่งที่เกิดขึ้น นี่อริยสัจไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ไง ถ้ามรรค ๘ มันเกิดขึ้น ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าคนเห็น เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติ วิปัสสนาอ่อนๆ การฝึกหัดใช้ปัญญา
ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ากิเลสมันคิดไม่ซื่อนะ “โอ้! เราใช้ปัญญามาแล้ว ปัญญาของเรามันเลอเลิศ”
ไอ้นั่นน่ะกิเลสมันคิดไม่ซื่อนะ เวลามันพลิกมันแพลงขึ้นไปของมันขึ้นมา มันหลงใหลไปกับมันนะ มันเป็นข้อเท็จจริงตรงไหน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกให้สันทิฏฐิโก ให้ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นรู้ตามข้อเท็จจริงนั้น
เวลาเริ่มต้นจากฝึกหัดปฏิบัติ ชาวพุทธๆ ที่เวลามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วถ้าจิตใจเขาไม่ควรแก่การงาน เห็นไหม จิตใจเขาไม่ควรแก่การงาน ไม่รู้เรื่อง ไปไหนมา สามวาสองศอก ฉะนั้น ให้อนุปุพพิกถา ให้เขาทำบุญกุศลของเขา ทำบุญกุศลของเขาให้จิตใจเขาเป็นสาธารณะ ให้จิตใจของเขาหน่อของพุทธะ หน่อของพุทธะฝึกหัดปฏิบัติแล้วมีศรัทธาความเชื่อแล้วจะเริ่มต้นให้ฝึกหัด ถ้าเริ่มฝึกหัด จิตใจควรแก่การงานไง
ฝึกหัด ฝึกหัดอย่างไร แล้วฝึกหัดแล้วมันจะเป็นมรรคเป็นผลตรงไหน
ถ้ามันจะเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา เห็นไหม พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปฟังเทศน์พระอัสสชิ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ แล้วเวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราฝึกหัดปฏิบัติโดยกิเลสหรือโดยธรรม
ถ้าโดยกิเลสๆ ไง กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริต กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ไหลตามมันไปทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทำความสงบของใจได้คือกิเลสสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลงนะ พุทโธๆ นะ พุทโธจนพุทโธกับคำบริกรรมกับจิตมันกลมกลืนกัน
จากพุทโธที่มันขัดมันแย้ง พุทโธ อานาปานสติ หลุดไม้หลุดมือไปตลอด แต่ถ้ามันฝึกหัดจนมันชำนาญแล้ว มันกลมกลืนกัน มันจะฝึกหัดปฏิบัติคล่องแคล่ว แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องไปจนมันสงบระงับเข้ามาๆ สงบ เราก็รู้ว่าสงบ
คนที่ฝึกหัดปฏิบัติ เวลามันฟุ้งมันซ่าน มันทุกข์มันยาก ทุกข์เจียนตายนะ ทุกข์เจียนตาย แล้วเวลาทุกข์เจียนตาย กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง ทุกข์เจียนตายเพราะอะไร เพราะกิเลสมันพลิกมันแพลงนั่นแหละ
แล้วถ้ามันมีมรรคมีผล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม มีสติสัมปชัญญะ ฝึกหัดสติ ตั้งสติให้ดีงาม มันยับยั้งความคิด ความฟุ้งซ่านอันนี้ได้แน่นอน ถ้ามันยับยั้งความฟุ้งซ่านได้แน่นอน มีสติและบริกรรม
ทำไมต้องมีบริกรรมล่ะ
เพราะสันตติ จิต ธาตุรู้มันรู้ตัวตลอดเวลา ความคิดเกิดจากจิต แต่ไม่ใช่จิต ความคิดเกิดจากจิตไง อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากผู้รู้ ถ้ามันเสวยอารมณ์ เสวยอารมณ์คือเสวยสิ่งที่ถูกรู้ ถูกรู้คืออารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้ แล้วเราก็อยู่ในอารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้
ถ้าอารมณ์ความรู้สึก แล้วเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสนะ เราคิดให้ว่าง มันก็ว่างๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ว่างๆ อยู่อย่างนั้น ว่างๆ อยู่อย่างนั้นเพราะอะไร
ว่างๆ อยู่อย่างนั้นเพราะเอ็งก็ตายแค่นี้ไง ว่างๆ อยู่นี่เพราะเอ็งก็ไปไหนไม่รอดไง กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ซื่อสัตย์สุจริตไง ซื่อสัตย์สุจริตเพราะกูครอบงำมึงได้ ซื่อสัตย์สุจริตเพราะเอ็งไปไหนไม่รอดหรอก
นี่ไง ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้วท่านบอกว่า แก่นกิเลส กิเลสนี้เหนียวแน่นมาก
“มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดบนหัวใจของเราไม่ได้เลย” นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเย้ยมารไง
แล้วเรามีดำริอะไร เราคิดตลอด เราไปตลอด เราคิดว่างด้วย แล้วมันก็ว่าง ว่างๆ อย่างนั้นน่ะ
ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น แต่เราพุทโธ พุทโธนั่นสิ่งที่ถูกรู้ พุทโธเราก็คิดขึ้นมา แต่สิ่งที่รู้แต่มันเป็นพุทธานุสติ มันเป็นการฝึกหัดสติปัญญาของเรา
สิ่งที่เราเรียนธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ภาคปริยัติ เรารู้ทุกเรื่อง รู้ไปหมด รู้ รู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปริยัติไง นี่ไง สัญญาไง ความจำได้หมายรู้ไง แล้วก็เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตไง สอนคนได้ทั่วหมดเลย แต่ทำไม่เป็น
เวลาจะทำเป็นๆ นะ สิ่งที่ศึกษามามากน้อยขนาดไหนวางไว้ก่อน แล้วต้องบริกรรม คำว่า “บริกรรม” คือจิตมันทำงาน มันมีนวกรรม มันมีการกระทำ
พุทโธจนพุทโธไม่ได้ พุทโธๆ จนมันละเอียดเข้ามา พุทโธจนเราจะทำความสุขความสงบไง เราพุทโธมากน้อยขนาดไหน เป็นสมาธิ ๒ นาที พุทโธตลอด ๒๔ ชั่วโมง เป็นสมาธิ ๕ นาที พุทโธๆ พุทโธจนจิตมันรวมของมันลงได้
ถ้ามันรวมของมันได้ ถ้ามันมีสัจจะมีความจริงของมันขึ้นมา ถ้ามีสัจจะมีความจริงของมันขึ้นมา นี่ไง มันจะเริ่มเป็นสมถกรรมฐาน เริ่มเป็นบาทฐานในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
ถ้ามันไม่มีบาทมีฐาน ไม่มีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ใครเป็นคนปฏิบัติ ใคร
ฉะนั้น หลวงปู่มั่นท่านถึงคอยจ้ำจี้จ้ำไชไง ท่านมองดูก่อนว่าสัทธิวิหาริกมีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนาของบุคคลคนนั้น กิริยาท่าทางมันฟ้อง มันบอกหมดล่ะ ถ้ามันฟ้องมันบอกหมด อืม! มีแวว แล้วถ้ามีแวว ถ้ามันทำได้ จิตเป็นอย่างไร จิตดีไหม ถ้าดี ไม่ต้องรีบเร่ง ถ้าดีไหม ถ้าจิตมันเป็นไปได้นะ หลวงปู่มั่นขี่เลย
แต่ถ้าทำแล้วทำเล่ามันเหลวไหล แล้วจับต้องสิ่งใดไม่ได้
เออๆ เอาไป ก็ภาวนาไป ให้เป็นจริตเป็นนิสัยเขา เพราะมันอยู่ที่วาสนาไง สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้มันก็คือเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่ฝึกหัด ไม่การกระทำ มันก็เป็นไปไม่ได้
สิ่งที่ควรจะเป็นไปได้ มันก็ต้องควรทำให้มันเป็นข้อเท็จจริง ให้มันเป็นไปได้ เวลามันจะเป็นไปได้ เห็นไหม กิเลสมันไม่ซื่อตรงแล้ว เพราะกิเลสมันเดือดร้อน
แต่ถ้ามันเป็นโดยกิเลสๆ ปฏิบัติเพื่อบูชากิเลส ปฏิบัติเพื่อบำรุงให้กิเลสมันตัวอ้วนๆ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันจูงจมูกเลย ชอบก็ชอบจนพอใจ ปฏิบัติก็ปฏิบัติแล้ว ทำสิ่งใดก็ทำทุกอย่างแล้ว คนอื่นทำน้อยกว่าเรา เราทำมากกว่าเขา
น้อยหรือมากไม่สำคัญ สำคัญว่าจิตสงบจริงหรือเปล่า ถ้าจิตมันสงบจริงนะ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์
เพราะเวลาปาราชิก ๔ อวดอุตตริมนุสธรรมตั้งแต่ฌานสมาบัติไป คำว่า “ฌานสมาบัติไป” ก็สมาธิไง ถ้าสมาธิมันเหนือมนุษย์ สิ่งที่มนุษย์ทำๆ สัญญาอารมณ์มันเป็นสมาธิตรงไหน มันอวดอุตตริมนุสธรรมคือธรรมเหนือมนุษย์
ฉะนั้น ถ้าสมาธิมันเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นมา มันเหนือมนุษย์ เพราะมนุษย์เขามีสมาธิสั้น สมาธิยาว มนุษย์ เด็กสมาธิสั้นต้องไปหาหมอเพื่อพยายามแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติ ความเป็นปกติของคน คนที่มีอาชีพแตกต่างๆ กัน บางอาชีพเขาต้องมีสมาธิ บางอาชีพเขาต้องจดจ่อ สมาธิเขาจะดีกว่าคนทั่วไป นี่เป็นสมาธิของมนุษย์
แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันจะเข้าสู่มรรค จะเข้าสู่สัจธรรม มันจะทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับเข้ามา สมาธิคือจิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
อารมณ์ๆ เวลาเข้ามาสู่ความสงบ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถ้าไม่เข้าสู่สมาธิ ถ้าเป็นโลกๆ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันซื่อสัตย์สุจริต มันซื่อสัตย์สุจริตมันก็จูงจมูกอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะมันเป็นสหายกัน มันอยู่ด้วยกันมาไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีอำนาจวาสนา ทำได้แค่นั้น
เวลาครูบาอาจารย์กรรมฐานท่านบอกเลย “แม้แต่สมาธิมันยังทำกันไม่เป็น สมาธิมันทำกันไม่ได้ แล้วมันจะภาวนาอะไรกัน”
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ศีล สมาธิ ปัญญา
ปัญญาๆ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมันไม่เคยเป็น ไม่เคยทำ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง แล้วก็จำแต่ชื่อ แล้วก็จะเรียกร้องเอาตามแต่ตัวเองพอใจ กิเลสก็ชักลากไปไง
“ฝึกหัดใช้ปัญญา ไอ้พวกสมถะ ไอ้พวกพุทโธมันเป็นสมถะ แก้กิเลสไม่ได้ มันต้องใช้ปัญญาไปเลย”
ปัญญาอะไร กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันจูงจมูกอยู่ เอ็งยังไม่รู้จักตัวนั่นน่ะ
๑. ไม่รู้ตัว
๒. ทิฏฐิมานะ
๓. เหยียบย่ำทำลายคนอื่นเขา
เป็นการคาดเดาคาดหมายทั้งสิ้น ถ้าเป็นทางโลกก็สันนิษฐานๆ สันนิษฐานเอา ไม่ใช่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ถ้าเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ นั่นก็ตรึกในธรรมๆ
ปัญญาที่บอกว่าใช้ปัญญาๆ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันปล่อย ถ้ามีสติแล้วใช้ปัญญาใคร่ครวญอารมณ์ของตน ถึงที่สุดแล้วนะ ธรรมเหนือทุกๆ อย่าง
ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบได้อย่างเดียวคือกราบธรรมะ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม กราบธรรมๆ อันนั้น
ถ้ากราบธรรมอันนั้น มันเหนือวัฏฏะ เหนือโลก แล้วเหนือโลก เหนือโลกจากคำเทศนาว่าการ มันเป็นวิธีการ มันเป็นกิริยาของธรรม แล้วเรามาใช้สติปัญญาไตร่ตรอง มันเหนือกิเลสทั้งนั้นน่ะ กิเลสสู้ไม่ได้อยู่แล้วถ้ามีสติปัญญาเท่าทันนะ
กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันซื่อสัตย์สุจริต พอด้วยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันแยกมันแยะของมันนะ เอ็งมันขี้ตู่นี่หว่า เอ็งหลอกกูนะ เป็นมิตรเป็นสหายกัน มันครอบงำมาตลอดล่ะ มันซื่อสัตย์สุจริต จูงจมูกไปตลอด แต่เวลาใช้ปัญญาอบรมสมาธิพิจารณาไปแล้ว เออ! เอ็งหลอกกูนี่หว่า
คิดซ้ำคิดซาก คิดแล้วคิดเล่า ทุกข์ยากอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าปัญญามันเท่าทัน เออ! มันไม่พาดพิงอารมณ์ เพราะมันหยุด
พุทธะ ผู้รู้ สิ่งให้ถูกรู้ เพราะคนเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นความคิดโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นพุทธะไง ไม่เคยเห็นผู้รู้ของตนไง แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติจนเข้าสู่ผู้รู้ของตนไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการฝึกหัด ถ้าฐานที่ตั้งแห่งการฝึกหัด มันจะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ชาวพุทธปฏิบัติพระพุทธศาสนาในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
เพราะเรามีกายกับใจ กาย เวทนา จิต ธรรม ก็กายกับใจ พิจารณากายก็ได้ พิจารณาใจก็ได้ ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม
กิเลสมันคิดไม่ซื่อ มันเห็นบอก โอ๋ย! บรรลุธรรมๆ
บรรลุธรรมอะไร มันต้องมีที่มาที่ไป ถ้ามันมีที่มาที่ไป ถ้ามันรู้มันเห็น กิเลสมันคิดไม่ซื่อ มันก็หลอกมันก็ลวง ถ้าเราเป็นปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนา กิเลสเป็นเรา เราก็เป็นกิเลส มันซื่อสัตย์สุจริตไปหมดล่ะ คิดโดยความถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรมของกิเลสนะ
แต่เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าฝึกหัดไม่ได้ มันก็ทุกข์มันก็ยาก แต่ถ้าฝึกหัดพอเป็นพิธีๆ ฝึกหัดพอเป็นพิธี ฝึกหัดเพื่อบูชากิเลส
แต่เวลาฝึกหัด มันจะมากมันจะน้อยขนาดไหน เราต้องมีสติสัมปชัญญะหยุดให้ได้ หยุดให้ได้ แล้วถ้ามันหยุดของมันได้ มันได้สัมผัส สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้ามันฝึกหัดจนจิตสงบระงับเข้ามาได้ เราเริ่มต้นของเราไง ถ้าจิตสงบแล้วมันมีความสุขของมันแล้ว เพราะอะไร เพราะกิเลสมันสงบตัวลง ถ้ามันรู้มันเห็นตามความข้อเท็จจริง มันเป็นธรรม มันเป็นธรรมคือเราฝึกหัดปฏิบัติธรรม
แล้วธรรมคืออะไรล่ะ
ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน ถ้าไม่มีเหตุมีผลของมัน มันจะเกิดปัญญาได้อย่างไรล่ะ แล้วถ้าเกิดปัญญา ปัญญาของใครล่ะ
ปัญญาของจิตดวงนั้น เพราะจิตดวงนั้นสงบ
เวลาจิตดวงนั้นเข้าไม่ถึงจิต มันสถานะของความเป็นสมมุติไง มนุษย์นี้จริงตามสมมุติ ชีวิตเรานี้จริงตามสมมุติ แต่เพราะมีอำนาจวาสนาเราถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เพราะมนุษย์มีสมอง มนุษย์มีอำนาจวาสนา
แล้วมนุษย์ที่สนใจในการฝึกหัดปฏิบัติ เวลาถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา ถ้ามันจิตสงบเข้ามา เห็นไหม เพราะคนเราเกิดมามีกายกับใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ที่ไหน รื้อหัวใจของสัตว์โลกไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ นะ เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มีสัจจะ มีกิจจญาณ มีกตญาณ วงรอบ ๑๒
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา
“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”
อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปลื้มใจ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติมา ๖ ปี เกือบเป็นเกือบตาย สลบถึง ๓ หน เวลาถึงที่สุดแล้วอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา วิมุตติสุขๆ มันมหัศจรรย์ แล้วใครจะรู้ได้หนอ ใครจะรู้ได้หนอ
เวลาแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะรู้ ท่านปลื้มมาก “พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ” พยานเกิดแล้ว เทศนาว่าการจนปัญจวัคคีย์เป็นโสดาบันทั้งหมด เวลาเทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์เลย ยสะอีก ๕๕
๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์
บ่วงที่เป็นโลกๆ ไง นี่โลกามิสทั้งหลาย มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ถ้าจิตมันเป็นธรรม นี่บ่วงทั้งนั้นน่ะ รัดคอ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลก
บ่วงที่เป็นทิพย์ เทวดา อินทร์ พรหมนั่นไง พ้นหมดน่ะ แทงทะลุหมด
ถ้าแทงทะลุ แทงทะลุด้วยอะไร
แทงทะลุด้วยมรรคญาณนี่ไง แทงทะลุด้วยสติด้วยปัญญาขึ้นมาไง
ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเริ่มต้น เห็นไหม สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดคือกิเลสในใจของเราเอง
ไอ้ความหงุดหงิด ไอ้ความไม่พอใจ ไอ้ความโลภ ความหลงไง กิเลสเป็นเรา มันจูงไปหมดล่ะ ชอบก็ดี ไม่ชอบก็ผลักไส มันคืออะไรล่ะ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ไง ตัณหาความทะยานอยาก ตัณหา อยากได้ อยากดี อยากเป็น ไอ้วิภวตัณหา ไม่ต้องการก็ผลักไส นี่มันเป็นอะไรล่ะ
นั่นแหละเป็นตัวมันเลย
กิเลส ตัวมันเป็นอย่างไร กิเลสมันล่อมันหลอกอย่างไร ถ้ามันรู้เท่ารู้ทันมัน ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันแยกของมัน แยกของมัน แยกของมัน เวลามันแยกของมัน มันก็เป็นภาวนามยปัญญา เวลาภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้น
แล้วถ้ามันแยกมันแยะของมันแล้วมันแยกไม่ได้ บางทีมันก็แยกได้ พอแยกไปๆ มันไม่ได้ มันไม่ได้เพราะอะไร มันมีเหตุมีผลหมดล่ะ
มันไม่ได้เพราะสมุทัยมันเจือปนมา ไอ้ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี่แหละ ไอ้ตัณหาความทะยานอยากนี่ เพราะอะไร เพราะกิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส มันอยู่ที่ฐีติจิต มันอยู่ที่จิตใต้สำนึกอยู่แล้ว แล้วเวลาทำสมาธิๆ จิตมันสงบตัวลง แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา นั่นล่ะมันจะเป็นธรรม
เป็นธรรมต่อเมื่อมีสมถกรรมฐาน ความสงบระงับเป็นพื้นฐาน เวลาเป็นพื้นฐาน ถ้าเราใช้ปัญญา ปัญญาเพราะกิเลสมันสงบตัวลงใช่ไหม เราเวลาใช้ปัญญา ปัญญาของเรา นี้ปัญญาของเรามันต้องเกิดจากสัมมาสมาธิ เวลาเกิดสัมมาสมาธิ ใช้ปัญญาไปแล้ว เริ่มต้นถ้ามีสมาธิ มันแยกมันแยะของมัน มันมีกำลัง มันสดชื่น มันมีกำลังของมัน มันทำสิ่งใดของมัน เออ! ทำได้ผล
ชั่วคราวๆ
คำว่า “ชั่วคราว” คือฝึกหัดวงรอบหนึ่งๆ แล้วถ้าไม่รู้จักรักษา มันจะทำอย่างนี้อีกไม่ได้ ถ้ามันจะทำอย่างนี้อีกได้ มันต้องมีพื้นฐานของความสงบระงับ มันต้องมีสัมมาสมาธิ
ฉะนั้น เวลาที่ผู้ฝึกหัดปฏิบัติไป เพราะอะไร เพราะมันต้องเป็น ปัจจัตตัง เป็น สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน
ฉะนั้น ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติใหม่มันไม่มีประสบการณ์ เวลาทำสิ่งใดไปแล้วมันได้เป็นครั้งเป็นคราว มันได้บ้างเสียบ้าง มันไม่สม่ำเสมอ
ในพระไตรปิฎกทุกข้อเลย ในวินัย ภิกษุหรือนักปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล เพราะขาดการปฏิบัติสม่ำเสมอ การปฏิบัติสม่ำเสมอคือเสมอต้นเสมอปลาย
ไอ้เราน่ะ ฮึดอยู่พักหนึ่ง ดีอยู่ตอนศรัทธา ดีอยู่ตอนมันฮึด ฮึดจบแล้ว จบแล้ว แล้วจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่มีอำนาจวาสนานะ ท่านทำสม่ำเสมอของท่าน แล้วพยายามรักษา นี่ไง เวลาวงกรรมฐานๆ เขาดูที่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมีมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน
ถ้ามีมาตรฐาน เห็นไหม เราดูคนที่มีมาตรฐานสิ เขาเสมอต้นเสมอปลาย เขาทำสิ่งใดแล้วมันสม่ำเสมอ
ไอ้พวกเราไอ้ไฟไหม้ฟาง ฮึดขึ้นมานี่ แหม! ยอดเยี่ยม เวลาหมดไฟแล้วนะ โอ้โฮ! ทองก้นเบ้า
ทองก้นเบ้าใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้นะ แต่ถ้าเราเป็นทอง ทองที่เขาลนไฟที่มันควรแก่การงาน มันจะตี มันจะทำสิ่งใดให้มันเป็นประโยชน์ขึ้นมาได้ทั้งนั้นน่ะ
หัวใจของเรา ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ ไอ้ที่ว่าชั่วคราวๆ ถ้าชั่วคราวแล้วถ้ามันล้มลุกคลุกคลานนะ ถ้าครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์ มันต้องมีประสบการณ์ ประสบการณ์คือมันต้องทุกข์ มันต้องผิดพลาด มันไม่มีครูบาอาจารย์องค์ไหนหรอกที่ว่ายอดเยี่ยม แล้วทำแล้วประเสริฐเลอเลิศไปเสมอต้นเสมอปลาย ล้มลุกคลุกคลานมาทั้งนั้น
ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา จิตเสื่อมๆ คำว่า “จิตเสื่อม” อันตรายมากๆ อันตราย เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า เหมือนเศรษฐี เศรษฐีที่ล้มละลาย
ไอ้เรามันคนกระจอก ขี้ทุกข์ขี้ยาก มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ไอ้พวกเศรษฐีๆ โอ้โฮ! เงินเขามีมหาศาล แล้วเวลาเขาล้มละลายแล้วต้องกลับมาทำใหม่ ไอ้พวกจิตเสื่อมๆ มันเป็นอย่างนั้น เวลามันเสื่อมแล้วกรรมฐานม้วนเสื่อไง เลิกดีกว่า ไม่ไหวแล้ว ทำอย่างนี้สู้ไม่ไหว มันท้อแท้
ฉะนั้น จะท้อแท้อย่างไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องเจริญศรัทธาของตัวเองขึ้นมา
เราก็เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันมีอำนาจวาสนากว่าสัตว์โลกทั่วไป แล้วเรายังมีอำนาจวาสนามาเพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาอีก
คนที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเขาก็ไม่สนใจนะ ไอ้พวกที่เกิดมาแล้วพุทธทะเบียนบ้านมันไม่เชื่อเลยล่ะมรรคผลนิพพานมี มันไม่เชื่อด้วยนรกสวรรค์เป็นอย่างไร แต่เวลาสวรรค์ในอก นรกในใจ มันลืมคิดไป
ถ้ามันคิดได้นะ ไอ้สวรรค์ในอก นรกในใจ มันทุกข์เจียนตายอยู่แล้ว แล้วบอกถ้าไม่รู้จักทุกข์ เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง แล้วทุกคนมันประจำหัวใจ ประจำชีวิตเลย
ถ้ามีความสุขๆ ความสุขก็กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง ความสุขเพราะหลง ความสุขเพราะรัก ความสุขเพราะชอบ ความสุขเพราะแสวงหา ได้สิ่งใดมามีความสุข นั่นเจือด้วยอามิส สิ่งที่แสวงหาเป็นอามิสทั้งนั้น เป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้น แต่ถ้ามีวาสนานะ เราก็อยู่อย่างนั้น
พระก็เกิดมาจากคน พระก็ต้องมีปัจจัย ๔ เหมือนกัน ปัจจัย ๔ เพื่อเลี้ยงชีพ แล้วเลี้ยงชีพ ไม่ต้องไปตื่นตกใจ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ อดอาหาร ๗ วัน ๘ วันก็ได้ ถ้าเกิดเภทภัยขึ้นมา พระอยู่รอดก่อน เพราะพระเคยอดมาตลอด พระอยู่ได้สบาย ฉะนั้น มันเรื่องธรรมดา ไม่เห็นมีอะไรตื่นเต้นเลย
แต่ถ้ามันทำความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนสิ เวลาเป็นสมาธิก็ตื่นเต้น ตื่นเต้นจนมันหลุดมือไป ตื่นเต้น เห็นไหม ให้ชำนาญในวสี
ครูบาอาจารย์ที่จิตเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้ากำหนดพุทโธๆ กำหนดอานาปานสติ ทำตลอดเวลา มันจะเสื่อมไปไหน
ที่มันเสื่อม เพราะเวลาเป็นสมาธิก็อยากจะไปอยู่กับสมาธิไง จะไปอยู่กับวิบากคือผล
ผลมันมาจากอะไร
ผลมาจากที่เราศรัทธาอยู่นี่ ผลเกิดมาจากการเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา ผลเกิดจากสติที่รักษาหัวใจของเราดีงาม ไม่ปล่อยมันเร่ร่อน ไม่ปล่อยให้มันฮึกเหิม ไม่ปล่อยให้มันซื่อสัตย์สุจริต กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส
กิเลสมันมีอยู่ประจำหัวใจของสัตว์โลกโดยธรรมชาติ กิเลสก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง
ธรรมะเป็นสัจธรรม ธรรมชาติที่เหนือธรรมชาติ ธรรมชาติอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด มันเป็นข้อเท็จจริง
อย่างหยาบๆ ถ้าเรารู้เราเห็นของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา มันเป็นความมหัศจรรย์แล้ว
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด โลกธาตุหวั่นไหว ตรัสรู้ โลกธาตุหวั่นไหว ปลงอายุสังขาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โลกธาตุนี้ไหวหมดเลย
แล้วเวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันรู้มันเห็นขึ้นมา มันไม่สะเทือนหัวใจบ้างหรือ มันเป็นไปได้อย่างไร มันต้องสะเทือนหัวใจสิ
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม เราปฏิบัติเหมือนคนเราเกิดมา มีเรือมาคนละลำคือมีร่างกายนี้มากับหัวใจที่เป็นเจ้าของเรือ แล้วถ้าฝึกหัดอยู่ในวัฏฏะ ในโอฆะ อยู่ในวัฏวน เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าบรรลุธรรม เข้าฝั่ง
โคนำฝูง นำฝูงโคนั้นเข้าฝั่ง ถ้าเท้าของใครเหยียบถึงพื้นดินแตะฝั่งนั้น เหมือนกัน บรรลุธรรมๆ พาดกระแสนั่นน่ะ เกิดอีก ๗ ชาติ
เพราะอะไร
เพราะจิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อวิชชาปิดหูปิดตาไม่มีต้นไม่มีปลาย ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ เวลาพาดกระแส เท้าเหยียบถึงพื้น นี่ไง ภวาสวะไง สิ่งที่ฐีติจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เคยเป็น เวลามันเป็นขึ้นมามหัศจรรย์ขนาดไหน
แล้วประพฤติปฏิบัติมันมีข้อเท็จจริงไหม ถ้ามันรู้มันเห็น มันเป็นของมันขึ้นมาในหัวใจของตน มันมหัศจรรย์แค่ไหน
แล้วเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านผ่านมาหมด บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ เป็นอย่างไร คู่ที่ ๒ ทำอย่างไร คู่ที่ ๓ เริ่มต้นอย่างไร แล้วคู่ที่ ๔ ล่ะ
แต่ถ้ามันไม่มีอะไรสักคู่เลย กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริต มันเป็นเรา เราเป็นเราไง เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวชัง เดี๋ยวลุ่มหลง เหลวไหล เพราะมันไม่มีแก่นไม่มีสารไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ถ้าหัวใจดวงนั้นมีคุณธรรมเต็มหัวใจ มันจะมีอาการอย่างนั้นได้อย่างไร อาการที่มันแสดงออกมันเป็นมารยาสาไถย มันเป็นอาการของกิเลสทั้งนั้น เป็นอาการของโลก
แล้วอาการของธรรมล่ะ
ก็หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง อาการของธรรมไง สงบระงับ ไม่ตื่นเต้น ไม่สั่นไหวไปกับกระแสสังคม กระแสโลก เรื่องโลกๆ ไร้สาระ
เราก็เกิดกับโลกนะ ทุกคนเกิดจากพ่อจากแม่ เป็นโลกไหม โลกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เพราะมีอวิชชา ไม่มีอวิชชา จิตที่จุติมันจะมาจากไหน ก็มาจาก กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา
พ่อแม่เกิดมาเลี้ยงได้แต่กาย พันธุกรรมของพ่อของแม่หมด บุญและบาปของหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นนะ อภิชาตบุตร บุตรที่เหนือพ่อเหนือแม่ เหนือพ่อเหนือแม่เพราะอะไร เพราะสร้างสมบุญญาธิการมา การสร้างสมบุญญาธิการมา บุญและบาป ถึง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเพราะการกระทำของตัวเอง การกระทำของกรรม กรรมมันทำของมันมาไง
ฉะนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราถึงศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกลัว ไม่ทำ อะไรที่มันมาสร้างเวรสร้างกรรม ไม่ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ใครจะทำสิ่งใดเชิญตามสบาย เราหลบหลีกเอา หลบหลีกด้วยสติด้วยปัญญา แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาถ้ามันพาดกระแส มันเห็นแล้ว
แค่พาดกระแสเพราะอะไร
สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ขาดดั่งแขนขาด มันขาดออกจากหัวใจไปเลย ขาดเพราะอะไร เพราะอกุปปธรรม
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ใช่ เป็นอนัตตา แต่ผลที่มันปฏิบัติ อกุปปธรรมเหนืออนัตตา ไม่ใช่อัตตาและไม่ใช่อนัตตา เป็นธรรมๆๆ
แล้วเป็นอย่างไรวะ
เป็นในหัวใจดวงนั้น หัวใจดวงนั้นชัดเจน จนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อัญญาโกณฑัญญารู้แล้วหนอ” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังปลื้มใจไง ปลื้มใจ เพราะปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ นี่สงฆ์องค์แรกเกิดแล้ว สงฆ์องค์แรกประพฤติปฏิบัติสมความปรารถนา สงฆ์องค์แรกที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ สงฆ์องค์แรกเกิดแล้ว ถ้าเกิดแล้ว แสดงว่ามนุษย์ทำได้ ก็เทศนาว่าการจนปัญจวัคคีย์เป็นพระโสดาบันทั้งหมด เทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์
ไปเทศน์ยสะ
“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”
“ยสะ ที่นี่ร่มเย็น ที่นี่ร่มเย็น”
ที่นี่คือจิต ที่นี่คือทำความสงบใจให้ได้ ที่นี่คือจิตของตน
จิตของตนมันเดือนร้อนไปหมด ทุกคนเหยียบย่ำทำลาย ทุกคนเอาแต่ความทุกข์ความยากมาแบ่งปัน
กิเลสเป็นเรา กิเลสมันซื่อสัตย์สุจริตไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ ยสะหนีออกจากเรือน ๓ หลัง มีที่ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เศรษฐีใหญ่เลย
“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่นะ “ยสะ ที่นี่ร่มเย็น ที่นี่ไม่เดือดร้อน”
เทศนาว่าการยสะเป็นโสดาบัน แม่ตามมาไง ลูกชายคนเดียวไง บังไว้ก่อน เทศนาว่าการ ยสะเป็นพระอรหันต์ แม่ได้บรรลุธรรม
เทศนาว่าการ เวลาหมู่คณะได้ยินกิตติศัพท์ มาหา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์เป็นพระอรหันต์เลย
๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์
ถ้าพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ บ่วงที่เป็นโลก กระแสสังคมทั้งหมด บ่วงที่เป็นทิพย์ วัฏฏะ พ้นหมด แล้วมีคุณธรรมในหัวใจอย่างนั้น อกุปปธรรม ไม่ใช่ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอนัตตาในตัวของมัน แต่จิตถ้าเราเห็น จิตเราเห็น จิตเรารู้ความเป็นอนัตตาของกิเลส
เพราะอนัตตาคือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
เกิดขึ้นอย่างไร
อัญญาโกณฑัญญารู้แล้วหนอ นี่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นอนัตตา
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นสัจจะเป็นความจริง เพราะจิตของตนรู้เห็น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ คือรื้อหัวใจของสัตว์โลก อวิชชามันอยู่ที่ฐีติจิต ฐีติจิต
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส
สิ่งที่เรากระทบกระเทือนกันอยู่นี่มันเป็นกิเลสๆ ไง แต่ถ้ามันจิตผ่องใสเป็นอุปกิเลส กิเลสที่เป็นนามธรรม กิเลสที่มันเป็นความอาลัยอาวรณ์ กิเลสที่มันไฟสุมขอน กิเลสที่มันอมทุกข์ ถ้ามันมีมรรคญาณ มันทำลายอวิชชา มันเป็นผู้ข้ามพ้น ข้ามพ้นโดยทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านสิ้นสุดแห่งทุกข์ ท่านเป็นพระอรหันต์ เพชรน้ำหนึ่งๆ สัทธิวิหาริกของลูกศิษย์หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านเป็นพระอรหันต์
คำว่า “พระอรหันต์” รู้เหมือนกันหมด ไม่รู้เหมือนกันเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร
เป็นพระอรหันต์ สิ้นสงสัยในวัฏฏะ สิ้นสงสัยในการเกิดและการตาย สิ้นสงสัยของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ฉะนั้น ถึงเป็นครูเป็นอาจารย์คุ้มครองดูแล ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา บริษัท ๔ คุ้มครองดูแลบริษัท ๔ ให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง จากใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงพระอรหันต์ ๖๐ องค์ เผยแผ่ไปจนผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก
แล้วเราเป็นใคร
สัตว์โลก สัตตะผู้ข้อง ข้องกับชีวิต ข้องกับความสงสัย ข้องกับโลกไปทั้งสิ้น ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแล้วลาวัฏฏะ ลาโลกนี้ เอวัง